หนังสั้นดีๆ

หนังสั้นดีๆ






     ชีวิต 800 ตอน 1 “โจทย์ชีวิต”
     Description : เรื่องจริงสุดประทับใจ ของชายคนหนึ่งกับความยากลำบากของการใช้ชีว­ิตให้อยู่รอดในหนึ่งเดือน ด้วยเงินเพียง 800 บาท

Teaser กับ Trailer

         Teaser กับ Trailer

     วันนี้มีบทเรียนสั้นๆ แต่เห็นบ่อยครั้ง จนบางคนแอบสับสนว่า มันต่างกันยังไง ? เรื่องทีว่านั่นคือ Teaser กับ Trailer

        จริงๆความหมายของ Teaser ก็ตรงตามความหมายของคำศัพท์ครับ (ยั่วเย้า) ดังนั้น Teaser ในวงการหนัง จะใช้เรียกสื่อโฆษณาหนังเรื่องนั้นๆในลักษณะ 'สั้น แต่ดึงดูด' ซึ่งมีทั้งใบปิด ที่เป็นภาพของสิ่งของหรืออะไีรก็ตามที่พอจะยั่วน้ำลายคนดูได้ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นรายละเอียดส่วนอื่นๆของหนัง (เช่น ดารา) ยกตัวอย่างจากใบปิดทีเซอร์ "Die Another Day" (ภาพที่โพส) จะเห็นนะครับว่า บนใบปิดไม่มีดาราหรือภาพแอ็กชั่นของตัวละคร แต่คนทำใช้ภาพของปืนบนน้ำแข็งมายั่วยวนคนดู



         และภาพเคลื่อนไหวอย่างตัวอย่างหนัง ตัวอย่างหนังที่เป็นทีเซอร์ จะมีความยาวแบบสั้นๆครับ แค่นาทีนึง หรือต่ำกว่านั้น จุดประสงค์หลักๆ ก็อย่างที่บอกไปว่า่ มันต้องสั้น ไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับตัวหนังมาก แต่ชวนดึงดูดให้คนดูร้องซี้ดปาก ยกตัวอย่าง ตัวอย่างทีเซอร์ของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=aHuAGozIJuM) ซึ่งมีความยาวแค่ 57 วินาที แต่สามารถกระตุกต่อมความอยากดูได้

อย่างต่อมาคือ Trailer (เทรลเลอร์)

           เป็นภาพยนตร์ตัวอย่างที่มีความยาวมากว่าทีเซอร์ครับ ซึ่งทำให้ผู้สร้าง สามารถอธิบายแนวหนัง , อารมณ์หนัง , พล็อตเรื่องคร่าวๆ , ฉากไฮไลท์ และโฉมหน้าของเหล่านักแสดงเด่นๆในหนังเรื่องนั้นๆได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่ เทรลเลอร์จะมีความยาวระหว่าง 2-3 นาที ยกตัวอย่างจาก ตัวอย่างหนังฉบับเต็มของ Die Another Day (คลิกดู http://www.youtube.com/watch?v=P0VyXWDrv_Y) มีความยาว 3 นาที บอกเล่าลักษณะสำคัญตามที่แอดมินว่าไว้

            สำหรับฮอลลีวู้ด เนื่องจากหนังจากที่นี่ กะจะขายในตลาดโลกด้วย ระหว่างการสร้าง ทีมงานจึงจำต้องคอยเลี้ยงความสนใจของคนดูไปเรื่อยๆ ด้วยการส่งทีเซอร์ หรือเทรลเลอร์ หลายตัว ออกมาสู่สายตาคนดู นั่นจึงทำให้หนังเรื่องนึง อาจจะมีตัวอย่างหนังมากกว่า 1 ตัวขึ้นไปครับ (ซึ่งต่างจากหนังไทยที่มักจะมีทีเซอร์ตัวเดียว หรือเทรลเลอร์ตัวเดียว)

           แถมให้อีกอย่างคือ Spot (สปอต) อันนี้เป็นเหมือนตัวอย่างหนังครับ แต่มีความยาวแบบสั้นๆแค่ 20-30 วินาที (หรืออย่างมากก็ไม้เกินหนึ่งนาที) ออกฉายทางทีวีหรือสื่ออื่นๆ ซึ่งด้วยความแพงของค่าเช่าเวลา จึงทำให้มันสั้นๆแบบนั้นแหละครับ (คลิกดูตัวอย่าง http://www.youtube.com/watch?v=laPB2HVVSRw)

         ตัวอย่างหนังไม่ว่าจะเป็นแบบทีเ้ซอร์หรือเทรลเลอร์ ก็ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญ สำหรับการโปรโมทหนังครับ หากตัวอย่างดูดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง (ยกตัวอย่างด้วย ตัวอย่างหนีง Inception http://www.youtube.com/watch?v=66TuSJo4dZM) ผู้ชมเห็นแล้วอยากดูอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับว่า ตัวอย่างหนังดูดี ตัวหนังจะดีตาม หรือตัวอย่างหนังดูแย่ แต่ตัวหนังจริงอาจจะดีกว่าก็เป็นได้ คล้ายคลึงกับคำกล่าวที่ว่า 'อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก'

เทคนิควิธีการสร้างหนังสั้นแต่ง่าย ๆ

เทคนิควิธีการสร้างหนังสั้นแต่ง่าย ๆ

        ขั้นแรก หาองค์ประกอบด้านวิธีการ คือ หลักการ การวางแผน การถ่ายทำ การตัดต่อ การประเมินผล
        
        ขึ้นสอง หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสารถเฉพาะครับ จะดีมากๆ และอีกอย่างคือทีมเวิคครับ
       
        ขั้นสาม เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
        
        ขั้นสี่  บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
                เรื่องบทจะมี หลายแบบ
                           - บทแบบสมบูรณ์  ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูดอ่ะครับ
                           - บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
                           - บทแบบเฉพาะ   (ไม่จำเป็นหรอก)
                           - บทแบบร่างกำหนด (ไม่จำเป็นอีกแหละ)
        ขั้นห้า การผลิต อย่างแรกเลย แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน  ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก ผมพูดรวมๆละกัน มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้  (รายละเอียดท่าสนใจเข้ามาคุยนะครับ)
 
        ขั้นหก ค้นหามุมกล้อง
                  - มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆอ่ะครับ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
                  - มุมแทนสายตา ไม่ต้องอธิบายมั้ง
                  - มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้เยอะๆครับ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ครับ เช่น การถ่ายข้ามไหล่ของตัวละคร หรือวัตถุ ครับ
        ขั้นเจ็ด การเคลื่อนไหวของกล้อง (พูดรวมๆนะถ้าจะเอาละเอียดเข้ามาคุยกัน)
                  - การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถนั้นสัมพันกันครับ
                  - การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
                  - การซูม เป็นการเปลียนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้ความสนใจในจุดๆหนึ่ง

        ขั้นแปด เทคนิคการถ่าย (เออผมจะอธิบายไงดีเนี้ยมันเยอะมากอ่ะครับ)
                     เอาเป็นว่าจับกล้องให้มั่นอ่ะครับ อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัวเลยครับ และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ถ้าอยากทราบเทคนิคการถ่ายแบบละเอียดก็ เข้ามาถามละกันนะครับ ผมต้องใช้ประสปการณ์ตรงอธิบายอ่ะ
        ขั้นเก้า หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอฟเฟค ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
        ขั้นสิบ การตัดต่อ (เยอะมากครับอธิบายรวมๆละกัน)
               อย่างแรกเลยครับจัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้งครับอย่าให้ขัดอารณ์
               อย่างสองคือจัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้ครับ
               อย่างสามแก้ไขข้อบกพร่องครับ
               อย่างสี่ เพิ่มทคนิคให้ดูสวยงาม(เดียวจะอธิบาย)
               อย่างห้า เรื่องเสียง(เดียวจะอธิบาย)
        เอาละครับขั้นการตัดต่อและมาดูละกันการตัดต่อเชื่อมฉากมีอะไรบ้าง
              - การตัด cut
              - การเฟด fade
              - การทำภาพจางซ้อน
              - การกวาดภาพ
              - ซ้อนภาพ
              - ภาพมองทาจ
        โปรแกรมที่จะนำมาใช้ ผมแนะนำดังต่อไปนี้นะครับ
        1. movie maker (Xp ก็มีมาให้แล้ว) ตัดต่อเบื้องต้นครับ ตัวเชื่อมเฟรมค่อนข้างน้อย ไม่แนะนำนะครับ
        2. Sony vegas 7.0 ค่อยดีขึ้นมาหน่อย การทำงานค่อนข้างละเอียดครับ มีลุกเล่นเยอะมากมาย(แนะนำสำหรับมือใหม่ครับ)
        3. adobe premiere pro 2.0 มีการตัดต่อค่อนข้างละเอียดอ่อนมากๆครับใช้งานยากแต่ ถ้าใช้เป็นสามารถสร้างหนังได้ใหญ่ๆเรื่องนึงเลยนะครับ แต่การใช้งานยุ่งยากไม่เหมาะกับมือใหม่ (ถ้าอยากใช้ก็หาเอาแล้วกันนะครับ)
 

การเขียนเรื่องสั้นเบื้องต้น

การเขียนเรื่องสั้นเบื้องต้น
     ความหมาย เ ป็นการเขียนเล่าเรื่องแบบหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนให้ได้ดี เพราะมันมีข้อจำกัดในเรื่องของ ขนาด เข้ามาเกี่ยวข้อง ความหมายที่ง่ายที่สุดของมันคือ เรื่องเล่าที่มีประมาณ ๑,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ คำเป็นอย่างมาก

     ลักษณะ

  • ต้องสมบูรณ์ในตัวมันเอง
  • อ่านจบแค่ในเวลาชั่วครู่
  • ทุกคำในเรื่องต้องสำคัญ และส่งผลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเรื่อง
  • ประโยคเริ่มเรื่องเป็นสิ่งบอกถึงตลอดทั้งเรื่อง
  • จบเมื่อไคล์แมกซ์
  • ตัวละครมีเท่าที่จำเป็น

     การแต่งเรื่อง

  • ชนิดผูกเรื่อง เป็นการแต่งโดยใช้พล็อตเป็นตัวเดินเรื่อง ใช้ความซับซ้อน น่าสงสัยของเหตุการณ์ ต่าง ๆ ให้คนอ่านสนใจติดตามว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อไป และมักจะจบลงในลักษณะที่คนอ่านคาดไม่ถึง
      ( ไอเดียสำหรับการแต่งเรื่องมักจะมาจาก เหตุการณ์ สถานการณ์ เกร็ดประวัติ เรื่องเล่าพื้นเมือง หรือแม้กระทั่งข่าวคราวต่าง ๆ นักเขียนจะเอาสิ่งที่รู้เหล่านี้ มาผูกเป็นเรื่อง สร้างเหตุการณ์ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อจะนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง เสมอ จนกว่าเรื่องราวจะยุติ )
  • ชนิดเพ่งไปที่ตัวละคร เป็นการนำเสนอเรื่องราวของตัวละครในเรื่อง โดยมากมักจะเกี่ยวข้องกับความต้องการ ความขัดแย้ง อุปสรรค และการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งของตัวละคร คนอ่านจะสนใจในตัวละคร อยากรู้ว่าเขาจะทำอะไร และเขาจะได้รับผลจากการกระทำนั้นอย่างไรในตอนจบ
  • เน้นฉากสถานที่ เป็นเรื่องที่เน้นถึงบรรยากาศของสถานที่ และเวลา ที่ต่างออกไปจากปกติที่ตัวละครเคยอยู่ หรือพบเห็น เป็นที่แปลกใหม่สำหรับตัวละคร และสถานที่นั้นได้สร้างความรู้สึกนึกคิด และมีผลกระทบต่อตัวละคร โดยมากมักจะเห็นในเรื่องระทึกขวัญ
  • แสดงแนวคิด นักเขียนแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อนำเสนอแนวคิดของตัวเองในรูปแบบของเรื่องสั้นแทนการวิจารณ์แนะนำตรง ๆ เรื่องจะน่าสนใจ ถ้าเป็นหัวข้อที่กำลังอยู่ในการวิพากวิจารณ์ในสังคม หรือเป็นเรื่องที่สร้างความขัดแย้งอยู่ในสังคมขณะนั้น เช่นประเด็นการทำแท้งเสรี ตั้งบ่อนเสรี นักศึกษาขายตัว ศีลธรรมกำลังเสื่อม ฯลฯ
      ประเภท มีไม่ต่างไปจากนวนิยาย เรื่องรัก เรื่องลึกลับ เรื่องวิทยาศาสตร์ หรือ แฟนตาซี เรื่องประชดประชันหรือเสียดสีสังคม ฯลฯ

     องค์ประกอบ

  • Plot พล็อตเรื่อง
  • Character ตัวละคร Setting ฉากสถานที่
  • Dialogue บทพูด
  • Point of view มุมมอง
  • Theme แสดงแก่นเรื่องที่ต้องการจะเสนอ

ผู้กำกับ...และความฝัน


ผู้กำกับ...และความฝัน

            การที่รายการจะสำเร็จไปได้นั้น ก็ประกอบไปด้วยหลายส่วน หลายคน หลายอาชีพ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคนหาข้อมูล คนเขียนบท ช่างกล้อง ช่างไฟต่าง ล้วนมีส่วนสำคัญทั้งสิ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้กำกับ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รายการสำเร็จไปได้ วันนี้เราจึงได้มีโอกาสเปิดมุมมองของผู้กำกับรายการ คุณเตี้ย ธีระพล อมราพิทักษ์  คุณเตี้ยจะมีมุมมองอย่างไรนั้นไปชมกันค่ะ




Q : พี่เตี้ยเองผ่านการทำงานมานาน แล้วอย่างนี้ผ่านการกำกับงานอะไรมาบ้างค่ะ?

A: ตัวผมเองเริมมาจากการทำสารคดี ที่เรียกว่า "สารคดีเชิงละคร" คือสารคดีเป็นการนำเสนอเรื่องราวจริง แต่จะมีบางช่วงที่เป็นการจำลองเหตุการณ์ในชีวิตของผู้ร่วมรายการ รายการที่ทำแล้วคนค่อนข้างรู้จักก็คือ "ฝนจากฟ้า" ซึ่งก็เป็นวารคดีเชิงละครที่นำเสนอเรื่องของผู้ที่ไปรับพระมหากรุณาธิคุณในการเขียนฎีกาถวายในหลวง นอกจากนี้ยังมีรายการชีพจรลงเท้า รายการที่ทำประจำ ปัจจุบันออกอาการทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 นั่นก็คือ "รายการคนไทยหัวใจไม่ท้อ" เมื่อผ่านประสบการณ์และเวลามาเรื่อยๆ ก็ได้มีโอกาสทำละคร ซึ่งเป็นงานที่ตนเองได้ทำตั้งแต่เริ่มจนจบทุกกรับวนการก็คือละครเนื่องในวันมหิดล ของคณะแพทย์ เชียงใหม่ เรื่อ "ผ้าห่มข้ามดอย" 

Q : อะไรเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานผู้กำกับค่ะ?

A : จากประสบการณ์ตรงพุดได้เลยว่า ใครก็ได้สามารถเป็นผู้กำกับได้ สำคัญอยู่ที่จินตนาการของคนคนนั้น ส่วนงานโปรดักชั่นเองผู้กำกับก็ควรจะเรียนรู้เพราะทุกกระบวนการในการกำกับต้องเกี่ยวข้องกับโปรดักชั่นทั้งสิ้น แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เป็นหัวใจของการเป็นผู้กำกับคือบท ผุ้กำกับต้องรู้แล้วเข้าใจบทและตัวละครให้แตกฉาน และเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ทุกวันนี้พี่ยังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเขียนบทอยุ่เลย และถ้าเด็กรุ่นใหม่ที่อยากจะเป็นผุ้กำกับก็ต้องรับทุกโอกาส ยิ่งมีการประกวดหนังสั้นต่างๆที่ไหนต้องคว้าไว้ เพราะการกำกับหนังไม่ว่าจะหนังสั้น 3 นาที 5 นาที หรือหนังใหญ่ ล้วนมีกระบวนการเหมือนกัน แตกต่างกันที่ Scale เท่านั้น การทำหนังสั้นก็ยิ่งเป็นใบเบิกทางให้เราก้าวเข้าใกล้การเป็นผู้กำกับมากขึ้น ถ้ามารอทำตอนเรียนจบอาจจะช้าเกินไปก็ได้ แต่ที่สำคัญนั่นก็คือคุณต้องศึกษาเรื่องการเขียนบท เพราะบทเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของภาพยนตร์ทั้งเรื่อง

Q : แล้วเราจะรักษาความฝันในการเป็นผุ้กำกับไว้หลังเราเรียนจบแล้วมาพบโลกความเป็นจริง ที่ไม่ใช่มีเพียงแต่จินตนาการเท่านั้น แต่จินตนาการนั้นกลับมีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย?

A : คือการที่ความฝันของเราจะเป็นจริงนั่้นมันต้องใช้เวลา เพียงแต่ว่าระหว่างทางไปสู่ความฝัน เราต้องรักษาร่างกายจิตใจให้มั่นคง ทุกเวลาเรานึกถึงความฝัน แต่ปัจจุบันเราก็ต้องทำความจริงให้เราอยู่ได้ดโดยไม่เหนื่อยหน่ายสิ้นหวัง แล้วลืมความฝันนั้นไป เหมือนที่เค้าบอกว่า "แม้เราจะไปไม่ถึงดวงจันทร์แต่เรายังอยู่ท่ามกลางดวงดาว" เราอย่าหยุดฝัน ค่อยๆทำความจริงให้เข้าใกล้ความฝันให้มากขึ้นทุกก้าว อย่าลืมว่าขณะที่เดินหาความฝัน ร่างกายเรา ความรัก หรือจินตนาการ ต้องอยู่ ไม่งั้นความฝันนั้นสูญเปล่า เราก็จะกลายเป็นคนทำงานที่ไร้ความฝัน

Q : สุดท้ายพี่เตี้ยมีอะไรอยากฝากหรือบอกผู้ชมบ้างค่ะ?

A : ถ้าใคร อยากเป็นผู้กำกับอย่าลืมศึกษาเรื่องเขียนบท และคว้าโอกาสทุกครั้งที่มันผ่านมา

          หลังจากที่เราพูดคุยกับพี่เตี้ยผู้กำกับรายการท่านนี้ไปร่วมชั่วโมงก็ทำให้เราทราบมุมของพี่เตี้ยไปบ้าง  และยิ่งทำให้เราตระหนักว่าความรู้ไม่มีวันหยุด เพราะขนาดพี่เตี้ยเองยังไม่หยุดที่จะหาความรู้ใส่ตัวเลยและที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือการคว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาอย่ามองข้ามนั่นเอง

14 ช่างภาพแนวหน้าของโลก

14 ช่างภาพแนวหน้าของโลก

หลังจากที่ไปค้นข้อมูลมาพบว่าช่างภาพระดับโลกหลายคนใช้งาน Google Plus อาจเนื่องมาจากพื้นที่เก็บไฟล์ภาพที่ทาง Google ให้มีพื้นที่มากประกอบกับ Google Plus เป็นสังคมออนไลน์ที่มีการเติบโตมากเป็นอันดับ 2 เป็นรองแค่ Facebook วันนี้ผมอยากจะลองยกตัวอย่าง ช่างภาพหลายคนที่ใช้งาน Google Plus ให้ลองเข้าไปชมผลงานของพวกเขาเหล่านั้นกันครับ
1. Trey Ratcliff
Trey Ratcliff มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 5,315,293 คน
p01
2. Thomas Hawk
Thomas Hawk มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 5,273,933 คน
p02
3. Colby Brown
Colby Brown มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 2,476,431 คน
p03
4. Nicole S. Young
Colby Brown มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,921,454 คน
p04
5. Alex Koloskov
Alex Koloskov มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,785,387 คน
p05
6. Lotus Carroll
Lotus Carroll มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,713,006 คน
p06
7. Patrick Di Fruscia
Patrick Di Fruscia มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,642,893 คน
p07
8. Vivienne Gucwa
Vivienne Gucwa มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,603,634 คน
p08
9. Victor Bezrukov
Victor Bezrukov มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,653,465 คน
p09
10. Lisa Bettany
Lisa Bettany มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,616,026 คน
p10
11. Vivienne Gucwa
Victor Bezrukov มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,603,043 คน
p11
12. Jim Goldstein
Jim Goldstein มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,567,449 คน
p12
13. Dave Beckerman
Dave Beckerman มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,557,573 คน
p13
14. Brian Matiash
Brian Matiash มีผู้ติดตามบน Google+ จำนวน 1,296,303 คน
p14
ที่มาของข้อมูล
Recommendedusers.com

เทคนิคการใช้ไมค์ให้เกิดประสิทธิภาพ...


เทคนิคการใช้ไมค์ให้เกิดประสิทธิภาพ...

บูม ไมโครโฟน ( Boom Microphon )

      เป็นไมโครโฟนที่มีคันยื่นออกไป  มีไมโครโฟนยื่นอยู่ตรงปลายคันที่ยื่นนั้น  โดยมีเจ้าหน้าที่คอยหมุนตัวคันยื่น  ให้เคลื่อนไหวไปใกล้ผู้แสดง เพื่อรับเสียงให้ได้ดี วิธีใช้ที่ถูกต้องของไมค์ประเภทนี้คือ

     1. ต้องรอให้บูมไมโครโฟนหมุนตัวมาใกล้ตัวก่อนจึงค่อยพูด  (ในกรณีที่ฉากแสดงนั้น มีผู้ใช้บูมตัวเดียวกันหลายคน) ผู้แสดงต้องระวังไม่ควรยืนนิ่งรอไมโครโฟนนาน ๆ เพราะผู้ชมทางบ้านอาจไม่ทราบว่าท่านยืนเฉย ๆ อยู่หน้ากล้องเพื่อทำอะไรกัน ทางที่ดีควรจะยิ้ม เพื่อให้ผู้ชมรู้ว่าท่านพร้อมแล้ว แต่อุปกรณ์บางอย่างที่ท่านจะใช้ยังไม่พร้อมสำหรับท่าน นักแสดงที่ชำนาญบางคนอาจจะใช้วิธีพูดว่า "ไมโครโฟนที่รักกำลังมา"  หรือท่านอาจจะใช้วิธีอย่างใดก็ได้ เพื่อให้ผู้ชมไม่รู้สึกสะดุดอารมณ์

     2. เมือ่ท่านเห็นว่าบูมไมโครโฟนขัดข้อง เกิดขัดข้องไม่หมุนตัวมาหาท่าน อย่าเสียขวัญ จงทำใจให้เป็นปกติ ปล่อยหน้าที่การแก้ไขให้เป็นเรื่องของผู้ควบคุมไมโครโฟนที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ อย่าพูดอะไรออกไปทั้งๆที่รู้ว่าเสียงที่ท่านพูดนั้นผู้ชมจะไม่ได้ยิน

     3. การเคลื่อนไหวร่างกาย เมื่อใช้บูมไมโครโฟนต้องช้า ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่บูม ปรับทิศทางไมโครโฟนรับเสียงท่านให้ดี  จงอย่าพูดในขณะที่เคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ

   4. อย่าก้มหน้าพูดกับบูมไมโครโฟน ถ้าจำเป็นต้องพูดกับบุคคลที่อยู่ในระดับต่ำกว่า เช่นพูดกับเด็กหรือผู้ที่นั่งอยู่ ควรจะย่อตัวลงให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับผู้ที่ต้องพูดด้วย เพื่อโปรดโอกาสให้บูมลดระดับต่ำลงมา ซึ่งจะช่วยให้ระดับเสียงทั้งสองฝ่ายมีความชัดเจนเท่ากัน

   5. ในกรณีผู้พูดร่วมพูดกับท่านที่เดียวกัน มีเสียงพูดเบากว่าท่าน ท่านจะต้องลดระดับเสียงการพูดของท่านให้เบาลง เพื่อให้ระดับเสียงที่บูมไมโครโฟนจะรับได้เท่ากัน

   6. การพูด บูมไมโครโฟนใกล้กับผนังตึก หรือสิ่งก่อสร้างที่แน่นหนาจะทำให้เกิดเสียงสะท้อนหรือเสียงก้อง

   7. ต้องไม่เคลื่อนตัวของท่าน เข้ามาจนชิดตัวติดตั้งบูม เพราะจะทำให้ไมโครโฟนที่ติดห้อยอยู่ปลายบูมไม่สามารถรับเสียงของท่านได้ดี หรืออาจรับไม่ได้เลย

   8. เมื่อจะลุกขึ้นจากที่นั่ง ควรจะลุกช้า ๆ ไม่เช่นนั้นศีรษะของท่านอาจจะไปชนกับไมโครโฟน เพราะเจ้าหน้าที่ปรับบูมไม่ทัน

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/95561

ใช้เลนส์มุมกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ



ใช้เลนส์มุมกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ

    เลนส์มุมกว้างเป็นที่นิยมมากสำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ สถาปัตยกรรมและอีเวนท์ต่างๆ แต่การถ่ายภาพให้ได้ดีด้วยเลนส์มุมกว้างไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ปัจจัยต่างๆที่คุณต้องคำนึงถึงในการใช้เลนส์มุมกว้างอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ได้ภาพที่เด็ดที่สุดมีดังต่อไปนี้

ไดนามิกของเส้นทแยงมุม
     เมื่อเราช้อนกล้องขึ้นหรือกดกล้องลงขณะใช้เลนส์มุมกว้างก็จะเกิดปรากฏการณ์ที่เส้นวิ่งเข้าหากัน เส้นที่จากเดิมอยู่ขนานกัน (เช่น แนวขอบด้านข้างของอาคาร) จะค่อยๆเอียงเข้าหากัน เทคนิคง่ายๆนี้ช่วยให้คุณสร้างภาพที่ดูเหมือนมีไดนามิกได้ง่ายยิ่งขึ้น

โค้งให้เต็มที่
     เพราะเลนส์มุมกว้างทำให้เส้นโค้งดูชัดเจนยิ่งขึ้นคุณจึงควรใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ รูปทางซ้ายแสดงให้เห็นแล้วว่าคุณสามารถทำให้แนวโค้งของตึกดูโค้งยิ่งกว่าเดิมได้อย่างไรโดยการช้อนเลนส์ขึ้น ทำให้ภาพดูมีไดนามิกมากยิ่งขึ้นด้วย

ระยะชัดลึกมากพิเศษ
           คุณสามารถใช้ระยะชัดลึกที่มากเป็นพิเศษของเลนส์มุมกว้างให้เป็นประโยชน์ได้ เพียงคุณเปิดรูรับแสงให้แคบลงอีกสองสต็อปก็จะสามารถเพิ่มคุณภาพของชิ้นแก้วและเพิ่มระยะชัดลึกให้ภาพชัดได้ตลอดทั้งแต่ฉากหน้าถึงฉากหลังได้
การบิดเบือนด้านขอบภาพ
             เนื่องจากเลนส์มุมกว้างนั้นพยายามบีบเอามุมภาพที่กว้างกว่าลงไว้ในภาพ วัตถุที่อยู่ตรงขอบภาพจึงมีการบิดเบี้ยวไปบ้าง อาการนี้จะเห็นได้ชัดเจนบริเวณทั้งสี่มุมและจะสังเกตเห็นได้เมื่อคุณถ่ายภาพหมู่ด้วยเลนส์มุมกว้างเพราะคนที่อยู่ตรงขอบรูปจะมีอาการหน้าเบี้ยว คุณสามารถแก้อาการนี้ได้โดยระวังอย่าให้แบบไปอยู่ตรงขอบรูป

ปัญหาในการวัดแสง
      เนื่องจากเลนส์มุมกว้างเห็นภาพมากเหลือเกินจึงอาจดึงเอาท้องฟ้าเข้ามามากเกินไปด้วยจนเป็นการหลอกให้มิเตอร์ของกล้องเชื่อว่าฉากนั้นสว่าง ภาพจึงออกมาอันเดอร์ ให้คุณเล็งกล้องไปที่วัตถุที่ต้องการถ่ายเพื่อวัดแสงก่อนแล้วจึงล็อคค่านั้นเพื่อการถ่าย (วิธีการที่เราแนะนำ) หรือชดเชยสำหรับท้องฟ้าด้วยตนเองก็ได้

นำสายตาสู่ฉากหลังหรือวัตถุ 
       หากฉากหน้าและฉากหลังของคุณดูช่างกว้างใหญ่ก็ให้มีเส้นเพื่อนำสายตาจากฉากหน้าไปยังฉากหลังเพื่อไม่ให้สายตาของผู้ชมภาพเปะปะไปเรื่อย เทคนิคนี้เรียกว่าการนำสายตาและสามารถใช้เส้นที่เห็นได้ชัดเจนในภาพ (เช่น ทางเดินในทุ่ง)

ฉากหน้าและฉากหลัง 
        บางครั้งภาพที่เราเห็นเบื้องหน้าก็ดูน่าสนใจทั้งฉากหน้าและฉากหลัง และทั้งสองก็มีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน การใช้เลนส์มุมกว้างสามารถขับให้ทั้งฉากหน้าและฉากหลังเด่นได้ทั้งคู่ เพียงคุณหามุมที่ทำให้ฉากหน้าและฉากหลังอยู่ในภาพเดียวกันได้อย่างลงตัวแล้วลดรูรับแสงบนเลนส์ลงเพื่อให้ระยะชัดลึกมากยิ่งขึ้น

Camera Angle มุมกล้อง


มุมกล้อง






มุมกล้อง หมายถึง ทิศทางที่ตั้งกล้องกับวัตถุที่ถูกถ่าย ประกอบด้วยมุมหลักๆ ดังนี้

         1. มุมกล้อง ออบเจกทีฟ (Objective Camera Angle)  มุมกล้องมุมนี้ทำให้ผู้ดูได้เห็นภาพโดยตรงจากเลนส์กล้อง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนตาผู้ดู

         2. มุมกล้อง ซับเจกทีฟ (Subjective Camera Angle)  มุมกล้องมุมนี้ใช้กล้องแทนผู้ดู ทำให้ผู้ดูเป็นเสมือนผู้แสดงที่อยู่นอกจอ ผู้แสดงจะมองหรือพูดกับเลนส์กล้อง ทำให้รู้สึกว่าผู้แสดงในจอมองหรือพูดกับผู้ดูโดยตรง ทำให้ผู้ดูรู้สึกว่าเข้าไปมีส่วนร่วมใน ภาพยนตร์เรื่องนั้น
         3. มุมกล้อง พอยต์ ออฟ วิว (Point of view camera angle, POV)  มุมกล้องมุมนี้ผู้กำกับให้ผู้ดูเห็นภาพเหตุการณ์จากสายตาของผู้แสดงอีกทีหนึ่ง ผู้ดูจะเห็นผู้แสดงจากมุมกล้องออบเจกทีฟ และเห็นภาพที่ผู้แสดงเห็นจากมุมกล้องพอยต์ ออฟ วิว ตัวอย่างเช่น ภาพแรกผู้ดูเห็นภาพเฮลิคอปเตอร์บินเหนือกรุงเทพฯ ตัดภาพไปที่คนขับมองลงมาข้างล่าง แล้วตัดเป็นภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ภาพการจราจรในกรุงเทพฯ เป็นภาพจากมุมกล้องพอยต์ ออฟ วิว ของคนขับเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์
         4. มุมที่ผู้กำกับกำหนดขึ้นเอง (Director’s Interpretative Camera Angle)  เป็นมุมกล้องที่ผู้กำกับอาจกำหนดมุมกล้องขึ้นมาเพื่อให้เรื่องราวเร้าใจ ชวนติดตามยิ่งขึ้น เพื่อให้การสื่อสารเข้าถึงอารมณ์ของผู้ดูโทรทัศน์ได้อย่างเต็มที่

Camera move การเคลื่อนกล้อง

การเคลื่อนกล้อง

               ภาพยนตร์มีความแตกต่างจากภาพนิ่ง 2 ประการ คือ นอกจากสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้แล้ว ยังสามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยการเคลื่อนกล้องในขณะถ่ายทำ แม้มีความยุ่งยากซับซ้อนและเสียเวลามาก กว่าการตั้งกล้องถ่ายนิ่ง ๆ (Static Shot) แต่ทำให้หนังมีความโดดเด่นทางด้านอารมณ์สูง จุดประสงค์หลักของการเคลื่อนกล้อง คือ ติดตามผู้แสดง เป็นการเชื่อมกันระหว่างสองความคิด และยังเป็นการสร้างอารมณ์ที่ทรงพลัง ถ้าหากใช้การเคลื่อนไหวกล้องแทนมุมมองของผู้แสดง

การเคลื่อนไหวกล้อง มี 4 ลักษณะ คือ
     การแพน (Panning)
     การแทรค (Tracking)
     การเครน (Craning)
     การถือกล้องถ่าย (Handheld Camera)
     การแพน (Panning)

              การแพนเป็นการเคลื่อนไหวกล้องที่ง่ายที่สุด คือ เฉพาะที่ตัวกล้อง จำกัดอยู่บนขาตั้งที่อยู่กับที่ กล้องมิได้เคลื่อนย้ายออกไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งแตกต่างไปจากการเคลื่อนกล้องในลักษณะอื่น และไม่ต้องเตรียมการมาก หรือต้องใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเหมือนกับการแทรค (Tracking) หรือการทรัค (trucking)  และ การเครน (Craning)
การแพนเป็นการเคลื่อนกล้องในแนวนอนจากซ้ายไปขวา หรือจากขวาไปซ้ายได้มากถึง 360 องศา และเช่นเดียวกัน กล้องอาจแพนในแนวดิ่งหรือที่เรียกว่า การทิลท์ (Tilting) กล้องจะทำมุมสูงและมุมต่ำกับซับเจ็คได้ 45 องศา หรือเงยสูงได้ถึง 90 องศา

              การแพนกล้อง ครอบคลุมบริเวณพื้นที่โล่งกว้าง มักใช้กับช็อตเปิดเรื่องหรือ Establishing shot เป็นลักษณะการแพนช้า ๆ ครอบคลุมพื้นที่ เช่น ทิวทัศน์ ท้องทุ่ง ทะเลทราย ซึ่งแสดงถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาบริเวณของพื้นที่ที่ใหญ่เกินกว่าเฟรมจะครอบคลุม ส่วนการแพนในแนวตั้งหรือการทิลท์ (Tilting) ทำมุมต่ำ (tilt down) หรือทำมุมสูง (tilt up) ให้ความรู้สึกของความสูง เช่นการทิลท์ขึ้นไปที่อาคาร หรือตึกระฟ้าที่สูง ให้ความรู้สึกสูงตระหง่านของตัวอาคาร หากทิลท์ลงมาก็อาจให้ความรู้สึกหวาดเสียวในความสูงได้ โดยทั่วไปการแพนกล้องเพื่อให้ติดตามแอ็คชั่นได้ทั้งในบริเวณที่คับแคบจำกัด หรือบริเวณที่กว้างใหญ่กว่าเฟรมจะครอบคลุมได้ เพื่อเป็นการรักษาซับเจ็คให้อยู่ในกรอบภาพที่เหมาะสมและสมดุล เช่น ในฉากที่ตัวแสดงเคลื่อนที่ไปมา ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบภาพ ไปหลุดไปจากกรอบ

              การแพนแม้จะไม่ทำให้เปอร์สเปคตีฟของภาพเปลี่ยนไปเหมือนการแทรค การเครน หรือการใช้ hand-held ก็ตาม แต่การแพนก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้รวดเร็วกว่าการเคลื่อนกล้องลักษณะอื่น เช่น การแทรคและการเครน ซึ่งทั้งสองประการหลังนี้กล้องต้องเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมและต้องใช้คนช่วย เช่น การแพนจากซับเจ็คหนึ่งไปยังอีกซับเจ็คหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างกันหลายสิบเมตร การแพนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ในขณะที่การแทรคต้องใช้เวลาที่นานกว่าจึงสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เท่ากัน และยังต้องใช้คนและอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกมากมายในการทำงาน
การแพนและการทิลท์จึงใช้ในกรณี
     1.  เพื่อครอบคลุมพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วในเฟรมเดียว หรือ fixed frame
     2.  ใช้ติดตามแอ็คชั่นของผู้แสดง
     3.  ให้เชื่อมจุดสนใจของภาพ
     4.  ให้ความหมายของการเชื่อมระหว่างจุดสนใจของภาพตั้งแต่ 2 จุดขึ้นไป


              ความสำคัญของการแพนกล้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่และความเร็วของการแพนเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยเลนส์ในการรับภาพเพื่อให้เกิดความรู้สึกพลังของการเคลื่อนไหวอีกด้วย การเลือกใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวจะช่วยเพิ่มการรับความรู้สึกที่รวดเร็วของซับเจ็คที่พุ่งผ่านบริเวณหน้าจอรับภาพ เพราะเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวรับภาพได้เพียงบางส่วนของภาพที่รับด้วยเลนส์มุมกว้าง ดังนั้นการแพนกล้องระยะสั้น ๆ จึงสามารถให้ความรู้สึกเหมือนว่าแพนกล้องได้ไกลมากกว่าใช้เลนส์มุมกว้างแพน เป็นต้น

              ผู้กำกับอย่างเช่น Akira Kurosawa ใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวในภาพยนตร์ของเขาหลายเรื่อง เนื่องจากการใช้เลนส์ชนิดนี้จับแอ็คชั่น ทำให้บริเวณตั้งแต่พื้นหน้า (Foreground) พื้นกลาง (Middle Ground) และพื้นหลัง (Background) มีความแตกต่างกันของการเคลื่อวไหวและความลึกของภาพ เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาว เช่น เทเลโฟโต้ จะแยกซับเจ็คและพิ่มความรู้สึกรวดเร็ว เช่น ในฉากที่พวกนักรบหรือซามูไรวิ่งหรือควบม้าผ่านต้นไม้ในป่าก็จะทำให้ส่วนที่เป็นพื้นหลังมีแสงพร่ามัวและเข้ม ขณะที่พื้นหน้า เช่น ต้นไม้ บังหน้าเฟรม ทำให้ภาพกระพริบเป็นจังหวะขณะแพนกล้องซึ่งเน้นให้เห็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง

              การใช้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสยาวสำหรับการถ่ายในลักษณะที่มีการแพนกล้องเช่นนี้ ต้องอาศัยคนที่มีความชำนาญในการใช้กล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพนอย่างรวดเร็วในสภาวะแสงที่ต่ำ ซึ่งทำยาก
              การแพนเป็นการนำสายตาคนดูจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง หรือเป็นการเปลี่ยนจุดสนใจ โดยอาศัยการแพนกล้องและทิศทางการเคลื่อนที่ของซับเจ็คเป็นหลัก เช่น ในฉากบาร์ กล้องเปิดช็อตที่บริกรชายถือถาดเครื่องดื่มจากเคาน์เตอร์บาร์ กล้องแพนตามจากซ้ายมาขวาแล้วหยุดที่นางเอกนั่งอยู่โดเดี่ยวเป็นภาพปานกลาง   ส่วนบริกรเดินหลุดเฟรมออกไป             และอีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการย้ายจากจุดสนใจหนึ่งมาสู่อีกจุดหนึ่ง โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของกล้องและซับเจ็คเป็นหลัก  เช่น  ในตัวอย่างเดียวกัน เมื่อกล้องแพนตามบริกรชายถือถาดจากเคาน์เตอร์บาร์มารับที่ใบหน้าของพระเอกที่เดินสวนมาจากทิศทางตรงข้ามของกล้อง ปล่อยให้บริกรชายเดินหลุดเฟรมไปเช่นเดียวกัน   แล้วแพนต่อเนื่องติดตามแอ็คชั่นของพระเอกจนถึงโต๊ะที่ว่าง  ซึ่งบริกรชายเป็นเพียงซับเจ็คตัวนำจุดสนใจเกี่ยวกับ แอ็คชั่นใด ๆ ของท้องเรื่องหรือในฉากเต้นรำในห้องโถง กล้องอาจแพนจับคู่เต้นรำจากคู่หนึ่งไปอีกคู่หนึ่ง เป็นจังหวะทำให้ได้อารมณ์ของความรื่นเริง ซึ่งการแพนกล้องนอกจากจะสามารถอธิบายสถานการณ์ของฉากและเรื่องได้แล้ว ยังทำหน้าที่คล้ายกับตัวละครตัวหนึ่งอีกด้วย
อัตราความเร็วของการแพนกล้อง ให้ความหมายและความรู้สึกได้ เช่น การแพนอย่างช้า ๆ (slow panning) ให้ความรู้สึกสบาย ๆ เชื่องช้าหรือเหนื่อยหน่ายได้ ส่วนการแพนอย่างรวดเร็ว (swish pan) ทำให้ภาพพร่ามัวไม่คมชัด  ให้ความหมายของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของกาลเวลาหรือการกลายร่าง เป็นต้น


การแทรค (Tracking)
              การแทรคเป็นการเคลื่อนกล้องจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง ใช้ในการติดตามผู้แสดงหรือสำรวจตรวจตราพื้นที่ (space) ในเนื้อเรื่อง หรืออาจเป็นช็อตที่มีซับเจ็คเดียว หรือซีเควนส์ช็อตที่มีความซับซ้อนที่ต้องการบอกเรื่องราวมากมายพร้อมกับต้องเปลี่ยนสถานที่และองค์ประกอบของภาพที่อยู่ในช็อตที่มีการเคลื่อนไหวไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน

              การแทรคมักติดตั้งกล้องที่ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ ใช้ในการติดตามผู้แสดง เช่นในฉากไล่ล่ากัน (chase sequence) หรือใช้ติดตั้งบนดอลลี่ทั้งประเภทล้อและราง

              ส่วนการเคลื่อนกล้องเข้าหาผู้แสดงหรือออกจากผู้แสดง เรียกว่าการดอลลี่ คือ dolly in และ dolly out  แต่ในปัจจุบันความหมายระหว่าง dolly กับ track นั้นใช้ปะปนกัน ดังเช่นผู้กำกับบางคนเรียกการเคลื่อนกล้องที่ใช้ยานพาหนะพาไป เช่น รถยนต์ รถจักรยาน เป็นดอลลี่ช็อต หรือแทรคกิ้งช็อต (tracking shot หรือ traveling shot) ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อความเข้าใจของทีมงาน

              แทรคกิ้งช็อต เป็นการเคลื่อนกล้องที่มีลักษณะพิเศษ ได้เปรียบกว่าการเคลื่อนกล้องที่อยู่กับที่ กล่าวคือ เราสามารถ
              ถ่ายแอ็คชั่นและพื้นที่ของฉากให้เห็นรายละเอียดได้มากกว่า และยังเป็นช็อตที่รักษาอารมณ์ของคนดูได้ยาวนานอีกด้วย เช่น ในฉากตลาดที่ทีคนเดินซื้อของมากมาย หากใช้กล้องอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางผู้คนเป็นการเข้าไปอยู่ในแอ็คชั่น (in the action) กล้องทำหน้าที่คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของแอ็คชั่น แต่ถ้าตั้งกล้องอยู่ด้านนอกตลาดเห็นเดินไปมา เป็นการเฝ้าสังเกตแอ็คชั่นโดยรวม ดังนั้น ข้อได้เปรียบของการแทรคกิ้งช็อต คือ ทำให้เราสามารถพากล้องไหลเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์และออกมานอกเหตุการณ์หรือแอ็คชั่นได้ในขณะเดียวกัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดภาพ ใช้เป็นโครงสร้างของเนื้อเรื่องได้หลากหลายมากขึ้น และนอกจากนี้แทรคกิ้งช็อตยังเป็นตัวดึงเวลาของช็อตให้ยาวนานขึ้น เป็นการรักษาอารมณ์ของคนดูให้ต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถเน้นหรือเปลี่ยนอารมณ์คนดูได้ภายในช็อตเดียวกัน ต่างจากการตั้งกล้องอยู่กับที่โดยใช้การแพน หรือการเปลี่ยนภาพจากขนาดใกล้เป็นไกล หรือจากไกลเป็นใกล้ ซึ่งเป็นเพียงการเพิ่มหรือลดความสำคัญของซับเจ็คในช็อตเท่านั้น และยังไม่สามารถดึงเวลาของช็อตให้ยาวนานขึ้นพร้อมกับรักษาจุดสนใจของภาพไปในขณะเดียวกันด้วย

              การแทรคกล้องต้องมีการวางแผนการทำงาน ซึ่งอาศัยหลักสองประการคือ หนึ่ง ความสัมพันธ์ของกล้องที่เคลื่อนกับแอ็คชั่น และสอง คือระยะห่างระหว่างกล้องกับซับเจ็ค ทั้งสองประการนี้ เป็นหนึ่งในหลายวิธีการของการ “แตก” ช็อตของแต่ละซีนในบทภาพยนตร์ กล่าวคือ การกำหนดช็อตของแต่ละฉากที่มีการเคลื่อนไหวนั้น ต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า ฉากนั้นมีมุมมองอย่างไร และอารมณ์ที่เหมาะสมระหว่างคนดูกับผู้แสดงว่าจะอยู่ห่างกันเท่าไร ซึ่งเราพอจะมีภาพเคลื่อนไหวอยู่ในหัวบ้างแล้วหลังจากได้อ่านบทครั้งแรก ดังนั้น การวางแผนนี้ จะช่วยให้เราสามารถเน้นสิ่งสำคัญที่ต้องการนำเสนอในช็อตนั้นได้ดังที่เราจินตนาการไว้ นอก จากนี้ยังช่วยให้เราสามารถถ่ายครอบคลุมฉากที่มีบทสนทนาและแอ็คชั่นที่ซับซัอนให้ง่ายขึ้น

              การแทรคกล้องเป็นการเผยให้เห็นซับเจ็คหรือแอ็คชั่นและสถานที่อย่างช้า ๆ โดยเน้นเฉพาะจุดสนใจในฉากนั้น ๆ และนอกจากนี้ภายในช็อตเดียวกันกล้องยังสามารถเปลี่ยนขนาดภาพจากใกล้ (close-up) เปิดให้เห็นมุมกว้างขึ้น หรือขณะเดียวกัน จากภาพขนาดไกล กล้องค่อย ๆ เน้นให้เห็นรายละเอียดใกล้ขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกล้องสามารถแทรคได้อย่างอิสระ ไม่ว่าทางตรง แนวโค้ง เลี้ยวทำมุมเป็นวงกลม เดินหน้า และถอยหลัง ผ่านประตูหน้าต่าง ตลอดจนเปลี่ยนความเร็วของแทรคภายในช็อตก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างของการแทรคกล้อง
              1.  การแทรคกล้องให้มีความเร็วเท่ากับการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
การแทรคกล้องวิธีนี้นิยมใช้กัน เรามักเห็นและคุ้นเคยในหนังส่วนใหญ่ที่ใช้ติดตามผู้แสดงหลักประมาณ 2-3 คน ด้วยความเร็วเท่ากัน โดยรักษาระยะห่างระหว่างกล้องและซับเจ็คเท่ากัน ส่วนตำแหน่งกล้องสามารถวางไว้ด้านหน้า ด้านหลัง หรือคู่ขนานเยื้องด้านหน้าหรือด้านหลังก็ ได้โดยใช้ขนาดภาพเต็มตัวปานกลาง หรือภาพใกล้ตามความเหมาะสม เช่น ในฉากที่ใช้กันบ่อย ๆ คือฉากสนทนากันในรถ ในเรือ บนหลังม้า หรือในยานพาหนะอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากแอ็คชั่น หรือ chase sequence จะได้ผลมากเมื่อติดตั้งกล้องไว้ที่กระโปรงรถหรือด้านข้างประตูรถให้เคลื่อนพร้อมกับซับเจ็คที่วิ่งเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
              2.  การแทรคกล้องให้มีความเร็วไวหรือช้ากว่าการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
การแทรคกล้องลักษณะนี้คล้ายกับประการแรก แต่มีข้อแตกต่างอยู่ที่กล้องมีความเร็วไม่เท่ากับซับเจ็ค โดยซับเจ็คเคลื่อนที่เข้าหากล้องหรือซับเจ็คถูกปล่อยทิ้งไว้ด้านหลังขณะที่กล้องแทรคเลยหน้าไป วิธีนี้จะช่วยให้ตากล้องสามารถปล่อยให้ซับเจ็คเข้าออกเฟรมได้ในขณะที่กล้องกำลังแทรคอยู่ เช่น ในฉากวิ่งแข่ง เราสามารถแทรกกล้องให้เร็วกว่านักวิ่ง แล้วผ่านเลยขึ้นหน้าไปโดยที่ไม่ตัด ถ้าหากใช้ในฉากแอ็คชั่นจะให้ความรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการแทรคธรรมดาที่คู่ขนานกับซับเจ็ค เพราะภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เวลาภายในช็อตเดียวกันตั้งแต่แอ็คชั่นของซับเจ็ค ระยะของเปอร์สเปคตีฟทั้งหมดจะมีพลังความเคลื่อนไหวที่กำลังผ่านเฟรมของกล้องไป เท่ากับเป็นการตรึงความเร้าใจของคนดูมากกว่าการแทรคที่มีความเร็วเท่ากับการเคลื่อนที่ของซับเจ็ค
              3.  การแทรคเข้าหาหรือออกจากซับเจ็ค
นอกจากการแทรคกล้องที่มีการเคลื่อนที่ของซับเจ็คด้วยแล้ว ยังมีการแทรคเข้าหาหรือออกจากซับเจ็คด้วย การแทรคกล้องชนิดนี้มักเรียกว่า การดอลลี่เข้า (dolly in)  และดอลลี่ออก (dolly out) ผลจากการเคลื่อนกล้องลักษณะนี้ทำให้เกิดการเน้นและการลดความสำคัญของซับเจ็คในภาพ เช่น
การดอลลี่เข้าไปที่ใบหน้าของตังแสดง ใช้สำหรับเน้นความรู้สึกบางอย่างของตัวละครในช่วงขณะ หนึ่ง เช่น ในฉากหนึ่งที่พระเอกแอบรักหลงไหลในนางเอกในห้องเรียน กล้องค่อย ๆ ดอลลี่เข้าหาพระเอกเป็นภาพขนาดใกล้ที่กำลังแอบมองนางเอกอยู่อย่างเงียบ ๆ เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม การดอลลี่ออกจากซับเจ็ค นอกจากหมายถึงลดความสำคัญของซับเจ็คแล้ว ยังหมายถึงการจากไปหรือการทิ้งให้อยู่ข้างหลังอย่างโดดเดี่ยวได้อีกด้วย เราพบเห็นตัวอย่างในหนังบ่อยมากในฉากชานชาลา สถานีรถไฟที่คู่รักต้องพลัดพรากจากกัน หรือแม่ต้องพลัดพรากจากลูก โดยให้กล้องติดอยู่บนรถไฟ ค่อย ๆ แล่นออกไป ตัวละครที่อยู่บนชานชาลาต้องถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง
              4.  การแทรคกล้องหมุนรอบซับเจ็ค
การแทรคกล้องลักษณะนี้อาจเรียกว่าการดอลลี่รอบตัวซับเจ็ค ซึ่งต้องอาศัยรางดอลลี่โค้งเป็นวงกลม โดยมีผู้แสดงอยู่ตรงกลาง ตัวอย่างฉากที่พบมาได้แก่ ฉากเต้นรำ โต๊ะสนุ๊ก และโต๊ะประชุมที่มีคนนั่งรอบ ๆ เป็นต้น ซึ่งเมื่อกล้องดอลลี่ช้า ๆ ของโต๊ะประชุมในฉาก อาจช่วยเผยให้เห็นใบหน้าของตัวละครทีละตัวสร้างความน่าสนใจในภาพยนตร์ได้มาก



การเครน (Craning)
              การเครน คือ การถ่ายภาพที่กล้องตั้งอยู่บนแขนของดอลลี่ขนาดใหญ่ เรียกว่า cherry picker หรือ crane truck สามารถเคลื่อนที่ได้หลายทิศทาง ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง โดยเคลื่อนกล้องให้สูงขึ้น เห็นเป็นภาพมุมกว้างต่อเนื่องกัน หรือลดให้กล้องต่ำลงรับแอ็คชั่น

              ภาพที่ได้จากการเครนกล้องให้ความรู้สึกที่สง่าผ่าเผย ตรึงความสนใจของคนดู ทำให้ลืมซับเจ็คไปชั่วขณะ เพราะความตะลึงในมุมมองที่แปลกและระยะภาพที่กำลังเปลี่ยนไป
              ในภาพยนตร์ประเภท Epic ของฮอลลีวู้ด มักใช้เป็น establishing shot เป็นการเปิดฉากแรกเริ่มเพื่อเน้นความรู้สึกยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าและแสดงลักษณะแวดล้อมของภูมิทัศน์ไปในเวลาเดียวกัน และถ้าหากเคลื่อนกล้องผ่านเข้าในพื้นที่ (space)  ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกทะลุมิติของความลึกอีกด้วย
การใช้เครนช็อตมักเสียเวลาในการถ่ายทำ ดังนั้นควรมีการวางแผนและเตรียมการอย่างระมัดระวัง บางครั้งต้องมีการใช้หุ่นจำลองของฉากเพื่อวางแผนการเครนและการเคลื่อนที่ของกล้อง ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบฉาก สามารถหมุนและมองเห็นได้ทุกมุม ทั้งสูงและต่ำ ช่วยเป็นแนวทางให้มองเห็นภาพการเครนก่อนลงมือถ่ายทำได้เป็นอย่างดี


การถือกล้องถ่าย (Handheld Camera) 
              การถือกล้องถ่ายภาพเป็นการเคลื่อนที่กล้องที่ทำให้ภาพไหวอยู่ตลอดเวลา  ลักษณะเป็นการถ่าย ภาพที่ไม่เป็นแบบแผนเหมือนการเคลื่อนกล้องแบบอื่น ๆ ซึ่งให้ความรู้สึกว่าคนดูอยู่ ณ ที่นั้น หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้น โดยใช้กล้องถ่ายทอดความสับสนอลหม่าน ฉุกเฉิน รวดเร็วของแอ็คชั่น แต่อย่างไรก็ตาม การถือกล้องถ่ายภาพหากใช้ไม่ถูกกาละเทศะ อาจเป็นตัวทำลายภาพยนตร์ได้

              การถ่ายภาพด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมกันมาช้านาน และใช้กันมากในภาพยนตร์สารคดีและภาพยนตร์ทดลอง จนกระทั่งนำมาใช้ในภาพยนตร์บันเทิงด้วย กล่าวคือ ในปีทศวรรษที่ 1950 ได้มีการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ตลอดจนเครื่องบันทึกเสียงสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีมีน้ำหนักเบา สามารถเคลื่อนย้ายกองถ่ายไปสะดวกเกือบทุกสถานที่และสภาวะแวดล้อม ส่วนภาพยนตร์ทดลองที่ดี ๆ หลายเรื่องก็ใช้การถือกล้องถ่ายภาพเพื่อเป็นการหลีกหนีความจำเจ และการถ่ายทำรูปแบบดั้งเดิมตายตัว แสวงหาความแปลกใหม่และถูกนำมาใช้ในภาพยนตร์บันเทิง เพราะให้ภาพของความรู้สึก สด ในการจับแอ็คชั่นที่เกิดขึ้น เช่น    ในฉากระเบิดหรือเครื่องบินทิ้งระเบิด เห็นไฟลุกควันฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งภาพที่ฝูงชนวิ่งหนีสับสนอลหม่าน เพื่อให้เกิดความสมจริงและเห็นอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น

trick เทคนิคการถ่ายหนังสั้น


เทคนิคการถ่ายหนังสั้น 






                       เนื่องจากผมทำเรื่องผิดพลาดมามากดังนั้นแนวทางการถ่ายทอดของผมจะเดินเรื่องโดยบอกสิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยง แทนที่จะบอกว่าคุณควรทำอะไร หรือบางทีผมก็จะบอกว่าถ้าจะทำอย่างนี้ให้ทำอย่างไร จะถูกจะผิดก็ลองทำกันดูนะครับ ไม่ใช่ตำราวิชาการนี่ อีกอย่างหนึ่งคือตามที่แจ้งคำเตือนไว้ตอนต้นนั้น เป็นเพราะว่าการถ่ายเพื่อดูเองที่บ้านนั้นต่างจากการถ่ายเผื่อตัดต่อตรงที่ช่วงเวลาการแช่ภาพสำหรับโฮมวีดีโอจะสั้นกว่ามากเพื่อให้เหมาะสมกับการชม ต่างจากการแช่ภาพสำหรับการตัดต่อที่จะนานกว่าเผื่อไว้สำหรับการเลือกภาพเอามาใช้งานและเพื่อประโยชน์ในการตัดต่อ